|
ลูกๆ ที่ไปโรงเรียน ต้องการกำลังใจจากพ่อแม่
นักเรียนต้องการกำลังใจจากครูอาจารย์ พนักงานที่ทำงานในสำนักงานย่อมต้องการกำลังใจจากหัวหน้างานหรือเจ้าของกิจการ
ในทางตรงกันข้ามพ่อแม่ย่อมต้องการกำลังใจจากลูกๆ ครูอาจารย์ก็ต้องการกำลังใจจากนักเรียนเช่นกัน
นี้คือตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ล้วนต้องการกำลังใจมาเป็นแรงเสริมในการทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนธรรมะที่ส่งเสริมกำลังใจไว้ 5 ประการคือ
1. ศรัทธา ความเชื่อมั่น
- เมื่อกำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม
ก็ทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจทำไปอย่างเต็มความสามารถ
- หากมองถึงศรัทธาตามหลักพุทธศาสนาก็หมายถึง ความศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
คือเชื่อมั่นว่า หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาพร่ำสอนนั้น ถูกต้องดีงาม
นำมาปฏิบัติจริงๆ ได้รับผลจริงๆ ตามสมควรแก่การปฏิบัตินั้น
- เชื่อว่า การกระทำทางกาย วาจา และใจ คือพลังแห่งความสำเร็จ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ทรงพลานุภาพ
มาดลบันดาลให้สำเร็จนอกเหนือไปจากการกระทำนี้
- เชื่อว่า การกระทำทุกอย่าง มากก็ตาม น้อยก็ตาม ย่อมมีผลออกมาตามสมควรแก่เหตุดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
หว่านพืชเช่นไร ได้ผลเช่นนั้น ซึ่งหมายถึง ปลูกพืชชนิดใดย่อมได้รับ ผล
ใบ ดอกของต้นไม้ชนิดนั้นไม่แปรผันอย่างอื่น
- เชื่อว่า ใครทำอะไรไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขาย่อมได้รับผลของการกระทำด้วยตัวเขาเองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
2. วิริยะ ความพากเพียร
- เพียรละบาป ความชั่ว ที่เคยกระทำมาแต่อดีตให้หมดไป หยุดไว้เพียงแค่นั้น
- เพียรระวังมิให้บาป ความชั่ว ความเสียหายบังเกิดขึ้นอีกไม่ว่าโดยทางใดๆ
- เพียรสร้างความดีลงที่กาย วาจา และใจ อย่างเต็มความสามารถ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
ทำทันที ที่นี่และเดี๋ยวนี้
- เพียรรักษาความดีที่ได้กระทำมาแล้วไม่ให้เสื่อมไป หมั่นทำบ่อยๆ มิได้ขาดเพื่อให้เกิดความเคยชินในด้านดีที่เรียกว่า
บารมี
3. สติ ความระลึกได้
- ระลึก รู้สึกตัว ก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิดเสมอ
- ระลึกรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจตลอดเวลาแล้ววางทีท่าให้เหมาะสมทุกสถานการณ์
- ระลึกรู้ ตามดูความรู้สึก ชอบ หรือชัง หรือว่างจากความชอบชัง ศึกษา
สังเกต ความรู้สึกเหล่านี้ ตรงไปตรงมา ทั้งขณะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ดูต่อไปว่า หลังจากความชอบความชังดับไป มีอะไรตามมาอีก
- ระลึกรู้สึกได้ถึงใจที่ อิ่มเอิบ ห่อเหี่ยว ท้อแท้ เบื่อหน่าย เร่าร้อน
กระวนกระวาย รกเรื้อ รุงรัง หรือว่าง โล่ง โปร่งสบาย ดูไปเรื่อยๆ ไม่ให้คลาดสายตาแห่งสติ
- ระลึกถึงอารมณ์ที่พึงปรารถนา และอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ที่ผ่านมาผ่านไป
ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่สร้าง แต่มองตามความเป็นจริงเท่าที่ปรากฏ
4. สมาธิ ความตั้งใจมั่น อันธรรมดา ใจมักจะเคลื่อนไหวไปมา
รับอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ อยู่ตลอดเวลา
มิได้ตั้งมั่น ยิ่งแล่นไปหาอารมณ์ต่างๆ มากเท่าไรใจก็เหนื่อยเท่านั้น
การตั้งใจไว้กับสิ่งที่ดีงามและบริสุทธิ์หมดจดเป็นธรรมชาติ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
สั้นบ้าง ยาวบ้าง ย่อมเป็นการพักใจที่ดี การทำสมาธิคือ การพักใจอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ที่ปลอดภัย สะอาดบริสุทธิ์ เช่น พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
หรือแม้แต่วางไว้ที่ลมหายใจก็เป็นการตั้งใจไว้ถูกต้อง แล้วพัฒนาจากความโอนเอนอ่อนไหวสู่ความมั่นคง
หนักแน่น แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อไป
5. ปัญญา ความรอบรู้ ความรอบรู้ในที่นี้กินความกว้างรวมทั้ง
รู้ดีรู้ชั่ว รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร รู้ทางหลีกออกจากความชั่ว รู้ทางแห่งความดี
รู้จักผลแห่งความชั่วว่าร้อนแสบเผ็ดเพียงใด รู้ผลของความดี ว่าอิ่มเอิบเบิกบานสักเพียงใด
รู้จักสภาวะจิตที่ไม่มีกิเลสรบกวน สัมผัสสันติรสอันให้ความชุ่มชื่นเบิกบาน
กำลังใจที่จะได้รับจากคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่หวังได้ยากมากขึ้นทุกวัน
เพราะทุกวันนี้ ทุกคนต่างต้องทำมาหากินกันตัวเป็นเกลียว ไม่มีใครจะไปแยแสดูแลความทุกข์ให้ใครง่ายๆ
หากไม่ได้ประโยชน์อะไรตอบแทน จึงต้องสร้างกำลังขึ้นมาเองตามหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงประทานมานี้
หากสร้างกำลังใจตามแนวทางนี้ จนมีกำลังใจมากขึ้นมาอย่างเหลือเฟือเหลือกินเหลือใช้จะแบ่งปันให้คนรอบข้างหรือใครบ้างก็ไม่ผิดกฎกติกาแต่อย่างใด
เพราะทุกคนล้วนต้องการกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น
|