การแข่งโพน


    แข่งโพนหรือประชันโพน เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดพัทลุง ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับประเพณีลากพระ เพราะเป็นการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันก่อนที่จะมีการลากพระในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันพระออกพรรษา

    โพนหรือตะโพน คือ กลองทัดหรือกลองเพลงของภาคกลางเป็นดนตรีประเภทเครื่องตีในภาคใต้ มีไว้ประจำตามวัดวาอาราม เพื่อตีบอกเวลา หรือใช้ตีประโคมเรือพระในเทศกาลออกพรรษาหรือลากพระ ในช่วงปลายเดือนสิบ วัดต่าง ๆ จะเตรียมการลากพระตั้งแต่การทำบุณบกหรือเรือพระสำหรับลาก การหุ้มโพน แล้วเริ่มคุมโพน (ตีโพน) หรืออาจจะเรียกว่าการประโคม เพื่อบอกข่าวหรือประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าทางวัดจะจัดให้มีการลากพระ ตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาเหมือนกันทุก ๆ ปี
   
โพนที่นำมาตีประโคม นิยมใช้กัน 2 ใบ เป็นเสียงแหลม 1 ใบ ทุ้ม 1 ใบ ยิ่งใกล้วันลากพระก็อาจจะประโคมกันตลอดทั้งคืน ผู้ที่ประโคมมักเป็นศิษย์วัด หรืออุบาสกที่อยูใกล้ ๆ วัดโดยปกติจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตี อาจตึคนเดียว 2 ใบ หรือคนละใบสลับเสียงกัน และเชื่อกันว่าผู้ร่วมคุมโพนจะได้บุญกุศลด้วย แต่เนื่องจากวัดส่วนมากจะอยู่ในละแวกเดียวกัน เสียงโพนที่ตีดังออกไปไกลบางครั้งชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงโพนของวัดใด จึงทำให้วัดต่าง ๆ แข่งเสียงโพนกันว่า โพนของวัดใดเสียงดังกว่ากัน

การแข่งโพนแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
    1.การแข่งขันมือ (ตีทน) การแข่งขันแบบนี้ไม่ค่อยนิยมเพราะต้องใช้เวลานาน แข่งขันกันจนผู้ตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมืออ่อน หรือหมดแรง จึงตัดสินแพ้ชนะ
    2.การแข่งจันเสียง การแข่งขันแบบนี้เป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบันเพราะใช้เวลาสั้น ๆ ก็สามารถคัดเลือกผู้ชนะได้

วิธีการแข่งขัน
    ส่วนมากจะเริ่มแข่งขันกันในช่วงปลายเดือน 10 และสิ้นสุดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันลากพระ จะแข่งขันกันวันไหน สถานที่ใดแล้วแต่คู่แข่งขัน หรือคณะกรรมการผู้จัดจะตกลงกันและนิยมแข่งขันกันในเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป ในบางครั้งอาจแข่งขันกันจนสว่างก็มี ถ้ามีโพนหลายคู่การแข่งขันจัดเป็นคู่ ๆ ใช้ผู้ตีคนเดียว ตลอดเวลาที่ทำการแข่งขันหากโพนที่เข้าแข่งขันมีจำนวนมาก ก็อาจจะแบ่งเป็นรู่นหรือขนาด โดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของโพน เช่นประเภทขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ส่วนคณะกรรมการแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการแข่งขันและคอยควบคุมผู้ตีไม่ให้เปลี่ยนคน อีกชุดหนึ่งเป็นกรรมการฟังเสียงและตัดสิน จำนวน 3 - 6 คน เพื่อชี้ขาดว่าโพนใบไหนเสียงดังมากกว่า โดยใช้เขียนใส่กระดาษรวบรวมคณะแนนว่า เสียงใหญ่ (ทุ้ม) หรือเสียงเล็ก (แหลม) ดังกว่าแล้วนำมารวบรวมคะแนนตามเสียงข้างมากของกรรมการ

กติกาการแข่งขัน
    1.ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 10 - 15 นาที
    2.ใช้ผู้ตีคนเดียวผลัดเปลี่ยนไม่ได้ โดยแข่งครั้งละ 1 คู่ ในรอบคัดเลือกก็จะเอาผู้ชนะไว้แล้วนำผู้ชนะมาแข่งกันใหม่ โดยวิธีแพ้คัดออกจนเหลือคู่สุดท้ายจึงจะถือว่าชนะเลิศ
    3.ใช้ช่วงเวลา 2 นาทีแรก เป็นการตีประลองเสียงตามหมายเลข เพื่อกำหนดว่าโพนใบไหนมีเสียงใหญ่ (ทุ้ม) ใบไหนมีเสียงเล็ก (แหลม) เมื่อกรรมการให้สัญญาณ ผู้ตีก็จะเริ่มตีไปเรื่อย ๆ ในช่วงนี้มีความสำคัญมาก ผู้ตีแต่ละคนจะต้องมีเทคนิคและศิลปะหลอกล่อคู่ต่อสู้ เช่น มีวิธีการตีหลีกเสียงฝ่ายตรงข้ามหรือตีให้เสียงโพนของตัวเองลอดเสียงโพนของอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ชมก็จะได้รับความตื่นเต้นสนุกสนานกับลีลาการตีของแต่ละคน
    4.กรรมการตัดสิน 3 - 6 คน ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสินกรรมการชุดหนึ่งจะต้องออกไปฟังเสียง จากเวทีแข่งขันระยะห่างไม่ต่ำกว่า 150 เมตร แล้วรายงานเข้ามายังกรรมการกลางว่าเสียงทุ้มหรือเสียงแหลมดังกล่าวกัน ปัจจุบันใช้วิทยุสนามส่งข่าวต่อกัน วิธีการฟังเสียงของกรรมการก็มีหลายวิธีเพื่อให้ได้เสียงชัดเจน หรือเอานิ้วอุดหูทั้งสองข้างดูว่าเสียงทุ้มหรือแหลมลอดหูเข้าไป หรือเอานิ้วชี้อุดหูข้างหนึ่งส่วนอีกข้างหนึ่งทาบกับดิน ก็จะได้ยินเสียงโพนที่ดังกว่าของผู้แข่งขัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชัดเจน


ขอขอบคุณ พัทลุง.คอม เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพ

กลับสู่หน้าหลัก