|

ประวัติ
ร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม
พ.ศ. 2431 ที่ตำบลบ้านนาท่อม อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของหลวงพรหมสุรินทร์
(หนู รัตนพันธุ์) ตำแหน่งหัวเมืองนาท่อม มารดาชื่อ นางจับ (นามสกุลเดิม
ณ พัทลุง) เมื่ออายุได้ 7 ปี บิดาได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์ในสำนักพระครูรอง
(รอด) วัดโคกชะงาย
ในปี พ.ศ. 2440 มีการจัดระเบียบการปกครองใหม่
โดยมีเทศาภิบาลประจำมณฑล หลวงพรหมสุรินทร์ในตำแหน่งหัวเมืองนาท่อมจึงถูกยกเลิกไปด้วย
ต่อมามีผู้กล่าวหาว่าหลวงพรหมสุรินทร์กระด้างกระเดื่อง ทางการมีคำสั่งให้ไปรายงานตัว
หลวงพรหมสุรินทร์เกรงว่าจะต้องราชภัย จึงพาครอบครัวหนีไปอยู่เมืองไทรบุรีเป็นเวลา
8 เดือน ผลการสอบสวนปรากฏว่าหลวงพรหมสุรินทร์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา
จึงพาครอบครัวกลับพัทลุง พ.ศ. 2441 หลวงพรหมสุรินทร์ถึงแก่กรรม เด็กชายถัดจึงอยู่ในความดูแลของมารดา
และได้บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ. 2443 ที่วัดโคกชะงาย 1 พรรษา แล้วออกมาช่วยงานมารดาจนมารดาถึงแก่กรรม
ในปี พ.ศ. 2444 พระยาอภัยบุรีรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง
ผู้เป็นญาติฝ่ายมารดาจึงนำตัวไปอยู่กับท่านที่จวนลำปำ และใน ปี พ.ศ.
2445 ได้ทำงานเป็นเสมียนฝึกหัดโดยได้เงินเดือน ๆ ละ 4 บาท เจ้าคุณเพชราภิบาล
(พ่วง ณ สงขลา) เจ้าเมืองหนองจิก น้องเขยพระยาอภัยบริรักษ์ขอตัวไปเป็นเสมียนที่เมืองหนองจิก
ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 10 บาท โดยทำหน้าที่ในตำแหน่งเลขาเจ้าเมืองหนองจิกไปด้วย
ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นจ่าจังหวัดหนองจิก ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ
30 บาท เมื่อพระยาเดชานุชิต (หนา บุนนาค) ไปตรวจราชการที่เมืองหนองจิก
ได้เห็นความคล่องแคล่วหลักแหลมของนายถัดจึงขอตัวนายถัดเข้ากรุงเทพ ฯ
และในปี พ.ศ. 2447 ขณะอายุย่างเข้า 17 ปี ก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย
จ.ป.ร. ได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 8 บาท นักเรียนนายร้อยถัดมีประวัติการเรียน
และความประพฤติดีเด่นมาตลอด โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลเรียนดีและรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม
กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2447 ได้รับพระราชทานกล้องสูบบุหรี่อำพัน 1 กล้อง
เป็นรางวัลเรียนยอดเยี่ยม พ.ศ. 2449 ได้รับพระราชทานเข็มตราอาร์ม 1 อัน
เป็นรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม พ.ศ. 2453 ได้รับพระราชทานซองบุหรี่กะไหล่
1 ซอง เป็นรางวัลความประพฤติดีเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2453 กรมยุทธนาธิการมีคำสั่งให้ออกเป็นนักเรียนนายร้อยประจำกรมทหารราบที่
5 ในกองพลทหารบกที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อครบเดือนแล้วจึงได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีชั้น
2 ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 65 บาท จากนั้นจึงมาประจำการกรมทหารราบที่
1 มหาดเล็กที่ 1 รักษาพระองค์ ในพระบรมมหาราชวัง
พ.ศ. 2454 คณะนายทหารหนุ่ม โดยมีนายร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์
(เหล็ง ศรีจันทร์) เป็น หัวหน้า นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ เป็นเลขานุการ
กับพวกรวม 92 คน เรียกตัวเองว่า "คณะผู้ก่อการ ร.ศ. 130" คบคิดกันเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย
โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายเยี่ยงประเทศอังกฤษ และประเทศญี่ปุ่น
นายร้อยตรีถัด ได้เข้าร่วมกับคณะผู้ก่อการด้วย โดยทำหน้าที่นำให้ประชาชนเห็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม
และรับจะไปเกลี้ยกล่อมประชาชนในจังหวัดปัตตานี แต่ทำการไม่สำเร็จ คณะผู้ก่อการทั้งหมดถูกจับในข้อหากบฎ
ถูกถอดยศ และตัดสินจำคุก โดยมีโทษลดหลั่นกันไป นายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์
ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ระหว่างอยู่ในคุก 2 ปีแรกถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
ต่อมาได้รับการผ่อนผันให้ได้รับความสะดวกสบายขึ้น นายถัดได้ศึกษาวิชาการต่าง
ๆ เท่าที่พอจะหาได้ เช่น วิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ การหนังสือพิมพ์และการเมือง
รวมทั้งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และแปลนวนิยายภาษาต่างประเทศ เรื่อง
"เด็กกำพร้า" ใช้นามปากกาว่า "ไทยใต้" ด้วยนายถัด
เป็นนักโทษที่มีความประพฤติดี จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้านักโทษชั้นนายตรวจ
และได้รับการลงโทษ 2 ปี
ในปี พ.ศ. 2457 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
ในทวีปยุโรป ครั้นถึงปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกาศเข้าร่วมสัมพันธมิตร
และได้มีการเรียกทหารอาสาส่งไปร่วมรบ นายถัดและพวก รวม 22 คน พร้อมใจกันทำฎีกาทูลเกล้าถวายเพื่อขออาสาไปราชการสงคราม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาตอบลงไปว่า การส่งทหารไปร่วมรบในครั้งนี้เป็นเพียงกองทหารเล็ก
ๆ เท่านั้น จึงยังไม่ถึงเวลาเรียกใช้ การที่ได้อาสาขึ้นมาถือเป็นความชอบ
จึงทรงพระกรุณาผ่อนผันลดโทษให้ โดยพวกที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตลดโทษเหลือ
20 ปี พวกที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เหลือ 15 ปี ถึงปี พ.ศ. 2467 ในวโรกาสที่เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ
15 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปล่อยนักโทษที่อยู่ในข่ายกำหนด ดังนั้นในวันที่
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 นายถัดกับพวกจึงได้รับอิสรภาพหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา
12 ปี 6 เดือน 6 วัน
หลังจากออกจากคุก นายถัดได้ตั้งร้านประกอบการค้า
และทำงานหนังสือพิมพ์ ซึ่งต่อมาด้เลื่อนฐานะเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง
เป็นเวลา 8 ปี นายถัดแต่งงานกับนางสาวแส ณ พัทลุง เมื่อเดือน พฤษภาคม
พ.ศ. 2470 มีบุตรเป็นชาย 1 คน หญิง 3 คน คือ แถมสิน รัตนพันธุ์ แถมศรี
รัตนพันธุ์, ศาสตราจารย์แถมสุข นุ่มนนท์ และ แถมสร้อย อภิรัตนพิมลชัย
ผลงาน
ในปี พ.ศ. 2473 นายถัด รัตนพันธุ์ ได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์
ทั้งนี้เนื่องจากมีกฎหมายไม่ให้ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกมาแล้วทำหน้าที่บรรณาธิการ
ในปี พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ จึงได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมล้างมลทินนักโทษการเมือง
ร.ศ. 130 และนายถัด รัตนพันธุ์ จึงได้รับยศนายร้อยตรีดังเดิม และได้ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ในปีเดียวกันนั้นเอง
นายร้อยตรีถัด ได้เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งสมาคมชาวปักษ์ใต้ที่กรุงเทพ
ฯ ได้รับเลือกเป็นอุปนายก 2 ครั้ง และเป็นนายกสมาคม 3 ครั้ง
ในปี พ.ศ. 2476 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก
นายร้อยตรีถัด จึงกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โดยได้รับคะแนนเสียง 24 เสียง จากจำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง 26 คน (ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้นคือผู้แทนตำบล
26 คน เรียกว่า เลือกตั้งโดยผู้แทนเลือกตั้ง) ต่อมานายร้อยตรีถัดเห็นว่าการเลือกตั้งโดยบุคคลจำนวนน้อยอาจจะซื้อคะแนนเสียงกันได้ง่าย
จึงได้เสนอพระราชบัญญัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง คือประชาชนเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง
ไม่ผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 มีการเลือกตั้งสมัยที่ 2
นายร้อยตรีถัดลงสมัครรับเลือกตั้งอีก แต่แพ้คะแนนครูถัด พรหมมาณพ แต่สภาอยู่ได้เพียง
10 เดือน ได้มีพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้มีการเลือกตั้งใหม่
ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันระหว่างนายร้อยตรีถัด
รัตนพันธุ์ และครูถัด พรหมมาณพ การหาเสียงเป็นไปอย่างดุเดือด มีคำพูดของชาวบ้านทั่วไปเกิดขึ้นว่า
กินเลี้ยงครูถัดใส่บัตรนายร้อย และ นายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก
ต่อมาก็ได้รับเลือกเป็นผู้แทนอีกหลายสมัยติดต่อกัน เมื่อครบวาระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการขยายวาระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไปอีก 4 ปี เนื่องจากภาวะสงคราม
ในปี พ.ศ. 2486 กรุงเทพ ฯ ถูกโจมตีทางอากาศ ประกอบกับนายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์
ป่วยเป็นอัมพาต จึงพาครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดพัทลุง และถึงแก่กรรมในวันที่
18 มีนาคม พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุได้ 56 ปี
|