เงาะป่าซาไก
สด วิปุลานุสาสน์*

     ในบรรดาคนพื้นเมืองประจำถิ่น โดยมากไม่ว่าประเทศหรือทวีปใน จะมีชนพื้นเมืองอาศัยมาก่อนเป็นพันๆปีมาแล้ว เช่น คนเผ่ามารีในประเทศนิวซีแลนด์ คนเผ่าอะบอริจิ้นในทวีปออสเตรเลีย คนพื้นเมืองดั้งเดิมในประเทศดังกล่าว รัฐบาลจะทำการจัดแหล่งทีอยู่อาศัยให้และนำศิลปะจากชนเผ่าดังกล่าว มาทำของชำรวยออกจำหน่ายเป็นรายได้งดงาม และเป็นเอกลักษณ์ของประเทศหรือจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งเดินทางเข้าไปดูที่อยู่อาศัยของชนเผ่าดังกล่าว
     ในประเทศไทยเราตลอดไปยังประเทศมาเลเซียนั้น เมื่อหลายพันปีมาแล้วมีคนพื้นเมืองอาศัยอยู่มาก่อน โดยมีอยู่คู่กับป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด คนป่าเหล่านี้เรียกว่า "เงาะป่าซาไก" หรือ "ซาไก" ซาไกอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย และทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันซาไกได้แยกออกหลายกลุ่ม บางกลุ่มได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับคนในชนบทมีการพัฒนาเพียงเล็กน้อย บางกลุ่มยังเร่ร่อนอยู่ในป่า ใช้วิถีชีวิตเหมือนมนุษย์ในสมัยหิน
     นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ขณะนี้เราเข้าสู่โลกยุกโลกาภิวัฒน์แล้ว แต่ยังมีมนุษย์เช่นเดียวกับเราใช้ชีวิตหากินอยู่ในป่า โดยไม่ติดต่อโลกภายนอก ซึ่งผู้เขียนไปพบชนพื้นเมืองดังกล่าวกลุ่มหนึ่งโดยบังเอิญในป่าเขาหัวช้าง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เงาะป่ากลุ่มนี้มีประมาณ 20 คน จะใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในป่าเทือกเขาบรรทัด ระหว่าง 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง และสตูล การนัดหมายพบกันทำได้ยากมากเพราะซาไกไม่รู้จัก วัน เดือน ปี สิ่งล่อใจคือข้าวสารที่เรานำไปมอบให้ ซาไกจะดีใจมากหากได้กินข้าว เพราะในแต่ละเดือนมักจะไม่ได้ลิ้มรสของข้าวเลย อาหารรองลงมาคือปลากระป๋อง รู้สึกว่าจะชอบมากเช่นกัน ส่วนเสื้อผ้าการเผียงเล็กน้อยและสวมบางโอกาส และต้องการใส่ติดตัวคนละชุดเท่านั้น

ผู้เขียนได้มอบถุงข้าวสารให้วัยรุ่นเผ่า "ซาไก"

     ความเป็นมาของมนุษย์ซาไก ซึ่งอยู่คู่กับประเทศไทย บริเวณด้ามขวานทองแห่งนี้ยังไม่พบว่ามีใครได้ทำการศึกษาไว้มากนัก เชื่อว่าซาไกเป็นคนในตระกูลออสโตรเอเซียติก ซึ่งเป็นคนป่าเผ่าหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีตระกูลและภาษาของตนเอง แบ่งออกเป็น 4 ภาษา
     1.ภาษาแต็นแอ็นใช้ในหมู่ซาไกที่อาศัยอยู่ในพัทลุง ตรัง และสตูล
     2.ภาษาเดียแด ใช้ในหมู่ซาไกในจังหวัดยะลา
     3.ภาษายะฮาย
     4.ภาษากันซิว ใช้ในหมู่ซาไกที่อาศัยในอำเภอธารโต
     บุคลิคลักษณะของซาไก มีสีผิวดำนำตาลไหม้ รูปร่างเตี้ยเล็ก ผมหยิกม้วนเป็นรูปคล้ายกับหอยแนบติดศรีษะ หญิงจะมีผมยาวเป็นกระเซิง ไม่เคยหวีหรือสระผมเลยตลอดชีวิต ปากกว้าง น่องเรียว ริมฝีปากหน้า ฝ่าเท้าหนา มีฟันที่คงทนแข็งแรง แม้สูงอายุก็ยังมีฟันครบ ด้วยเหตุที่ซาไกยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆไม่พัฒนาชีวิต ไม่รู้จักรักษาสุขภาพอนามัย จึงทำให้ทั้งชายหญิงเป็นโรคผิวหนังกันทุกคน แม้แต่เด็กแรกเกิดเพราะติดจากแม่ และสาเหตุที่ตัวเล็กอาจจะเกิดจากการที่มีสายเลือดชิด แต่งงานเฉพาะในหมู่เครือญาติ ลูกหลานจึงตัวเล็กและไม่ฉลาด
     ที่พักอาศัยและอาหารการกิน ซาไกไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง จะทำที่พักชั่วคราวเรียกว่า "ทับ" ซึ่งทำขึ้นง่ายๆ โดยวางโครงร่างเป็นไม้เล็กๆ เอียงทำมุม 45 องศากับพื้น แล้วนำใบกล้วยป่า ใบหวายมาวางทาบเป็นหลังคาจดกับพื้น การเลือกที่สร้างทับจะเลือกที่ป่าทึบ อยู่ใกล้ลำธารมีอาหารจากหัวเผือก หัวมัน และมีสัตว์เล็กๆ ให้ล่า เช่น ชะมด ลิง ค่าง หรือกระรอก เป็นต้น เมื่ออาหารหายากขึ้น ซาไกก็จะอพยพย้ายไปถิ่นอื่น ซึ่งหัวหน้าจะเป็นผู้นำทางไปตามที่ซึ่งเคยอยู่อาศัย ครบรอบปีก็ย้อนวนลงมาที่เดิมอีก

หัวหน้าเผ่า "ซาไก" ยืนอยู่หน้าที่พัก (ทับ)

     ชีวิตการเป็นอยู่ประจำวัน หัวหน้าซาไกซึ่งมีภรรยาได้หลายๆ คน และสร้างที่พัก (ทับ) ใกล้ๆ กับหัวหน้า ตอนเช้าจะเตรียมลูกดอกอาบยาพิษพร้อมกระบอกตุกหรือที่เรียกว่าไม้ซางออกล่าสัตว์ ไม้ซางนับเป็นอาวุธประจำกาย ใช้ในการล่าสัตว์เพื่อการยังชีพ ประกอบด้วยกระบอกไม้ไผ่ ลำที่ตรง 2-3 ปล้อง ทำการเจาะภายในให้ปล้องทะลุเข้าหากัน ทำการขัดแต่งจนเรียบร้อย ส่วนยาพิษเป็นยางน่อง ซึ่งเป็นยางของเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อนำลูกดอกมาจุ่มยางน่องและนำเยื่อของต้นเต่าร้างคล้ายสำลีมาพันปลายลูกดอก นำลูกดอกใส่ในไม้ซางก็เป็นอาวุธ พร้อมที่จะนำไปเป่า (ตุด) หรือทำการล่าสัตว์ได้ ซึ่งใช้กันมาเป็นพันปีมาแล้ว สัตว์พวกลิง ค่าง ชะมด เมื่อถูกลูกดอกอาบยาพิษ จะตายลงในเวลาอันสั้น ซาไกจะนำมาย่างแบ่งกันกินในกลุ่ม โดยจะย่างทีละด้านด้านไหนสุกก็นำด้านนั้นมาแบ่งกันกิน เมื่อหมดแล้วจึงพลิกไปย่างอีกด้านหนึ่ง ซาไกกินเนื้อย่างสุกๆดิบๆ ไม่มีการปรุงแต่งรสชาดอาหารแต่อย่างใด แม้แต่เกลือก็ไม่รู้จักใช้
      การล่าสัตว์มิใช่ว่าจะหาได้ทุกวันอาหารหลักของซาไกจึงเป็นรากไม้ในป่า ซึ่งเราเรียกว่า หัวเผือก หัวมัน นั่นเอง ซึ่งจากการพิจารณาของผู้เขียนโดยละเอียดแล้ว พบว่าเป็นรากสะสมอาหารของพืชคล้ายเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งซาไกจะขุดบริเวณโคนต้น เมื่อพบรากสะสมอาหารมีลักษณะคล้ายหัวมันเทศยาวๆ เขาจะขุดตามรากไปและดึงออกมาเป็นท่อนๆ จนสุดราก ภายในรากไม้นี้จะมียางเหนียวๆ ซาไกจะนำไปเผาไฟเสียก่อน เพื่อให้ยางในรากแห้งแล้วกินเป็นอาหาร ส่วนต้นไม้นั้นจะไม่ตายเพราะขุดเพียงด้านเดียว อีกด้านหนึ่งยังมีรากทำให้ต้นไม้นี้เจริญเติบโตต่อไปได้อีก และจะเวียนมาขุดเป็นอาหารอีกในปีถัดไป ฉะนั้น จึงเป็นมนุษย์ผู้อยู่อาศัยในป่าแบบยั่งยืน และป่าใดที่มีซาไกอาศัยอยู่จะบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของป่านั้นว่ายังบริสุทธิ์อยู่
     การทำไฟขึ้นมาใช้ย่างอาหาร ซาไกก็ยังไม่มีไม้ขีดไฟใช้ แต่เขาสามารถทำไฟขึ้นมาย่างอาหารได้อย่างรวดเร็ว เพียง 10-15 วินาทีเท่านั้น อุปกรณ์จะมีหวายเส้นเล็กๆ พกติดตัวเวลาทำไฟขึ้นใช้ จะนำเยื่อต้นเต่าร้างนำมาเสียกกับกิ่งไม้แห้งๆ ใช้เท้าเหยียบไว้กับพื้นนำหวายมาคล้องกิ่งไม้แล้วดึงหวายกลับไปกลับมาเร็วๆ จะเกิดการเสียดสีจนติดไฟขึ้น และหวายจะขาดออกพอดี
     ซาไกถือสันโดษอย่างยิ่ง เงินทองเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ปัจจัยสี่มีอยู่ครบแล้วตามธรรมชาติรอบๆตัวเขา เมื่อมันร่อยหรอลงก็เดินทางไปหาเอาที่แหล่งใหม่ เสื้อผ้าก็ต้องการเพียงชุดเดียว ไว้ใช้เมื่อเดินทางเข้าหมู่บ้าน สิ่งที่ทำลายวิถีชีวิตของเขาคือมนุษย์เราผู้เจริญแล้วไปทำลายพืชพันธุ์ และสัตว์ป่า อันเป็นอาหาร แหล่งพักพิงของเขา ถึงเวลาที่มนุษย์เราจะได้ทบทวนความรู้จักพอ ไม่ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมต่อไปอีก เพราะบางคนเกิดอีกชาติหน้าก็ใช้ทรัพย์สินไม่หมด มนุษย์ชาติต้องอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยกันรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ถ้าอนุรักษ์ป่าก็เหมือนอนุรักษ์ซาไก ปัจจุบันพื้นที่ของพัทลุงถูกบุกรุกจากชาวบ้าน เพื่อทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ทำให้ซาไกขาดแหล่งพักพิงและที่สำคัญจะขาดแหล่งอาหาร ทำให้ถอยร่นเข้าใจกลางป่าลึกระหว่าง พัทลุง-ตรัง-สตูล เชื่อว่าในอนาคตหากทางภาครัฐและเอกชนไม่มาดูแล ซาไกส่วนหนึ่งจะย้ายถิ่นไป จ.ยะลา หรือเข้าไปอยู่ในป่าประเทศมาเลเซีย แลส่วนหนึ่งจะอยู่กับชาวบ้านเป็นการปิดตำนานซาไกหรือเงาะป่าพัทลุง ซึ่งเป็นมนุษย์เผ่าแรกที่อยู่ในพื้นที่พัทลุงมาหลายพันปี

*รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนางเคราะห์การทำสวนยาง
(จาก หนังสือพัทลุงสามัคคี ครั้งที่ 42)


กลับสู่หน้าหลัก